
กรุงเทพฯ — สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จัดงานแถลงข่าวนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม NT Meeting & Auditorium กรุงเทพมหานคร โดยนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธาน พร้อมประกาศเดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัยจากระดับวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง โดยมีเป้าหมายในการยกระดับระบบประกันภัยจากเครื่องมือทางเลือก ไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ” และเป็น National Risk Buffer หรือกลไกรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง และสามารถรองรับภัยพิบัติและความเสี่ยงใหม่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินงานของ คปภ. ในปี 2569 จะอยู่ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : Stability มุ่งสร้างระบบประกันภัยที่มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัยสู่การกำกับเชิงป้องกัน นำระบบ Risk Scoring มาใช้ติดตามและประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตได้สะดวก และเตรียมเดินหน้าการชำระเบี้ยผ่านระบบ e-Payment โดยมีเป้าหมายยกเลิกการรับเงินสดผ่านตัวแทนภายในปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตขณะเดียวกัน ยังปรับแนวคิดการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนจากการรับเรื่องร้องเรียน ไปสู่การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการกำหนด KPI และมาตรฐานการให้บริการ (SLA) ที่ชัดเจน ตั้งเป้าลดจำนวนเรื่องร้องเรียนลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 รวมถึงยกระดับการกำกับดูแลสาขาบริษัทประกันภัยในภูมิภาคตามหลัก Market Conduct และดำเนินการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในลักษณะลูกโซ่นอกจากนี้ ยังผลักดันการจัดตั้ง Insurance Community เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคเทคโนโลยี พร้อมส่งเสริม InsurTech และพัฒนา Insurance Learning Platform เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากร และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางประกันภัยของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : Resilience มุ่งเสริมความสามารถของระบบประกันภัยในการรองรับภัยพิบัติและความเสี่ยงใหม่ โดยยกระดับการกำกับดูแลด้านการประกันภัยต่อ (Reinsurance) ควบคู่กับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเชิงลึกเชื่อมโยงกับกรอบ ERM/ORSA เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความสูญเสียของทั้งระบบ พร้อมพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ระดับประเทศ และศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐและช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : Inclusion มุ่งขยายการเข้าถึงระบบประกันภัยสู่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยผลักดันการออกกรมธรรม์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) จากประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับไปสู่ประกันภัยส่วนบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง Custodian เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ได้อย่างสะดวก โปร่งใส พร้อมกันนี้ ยังยกระดับการประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้เป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ภายใต้เป้าหมายให้รถทุกคันมีความคุ้มครองตามกฎหมาย ผ่านการพัฒนา Ecosystem เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนรถและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปรับกระบวนการเชื่อมโยงการต่อภาษีและระบบแจ้งเตือนนอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะผ่านโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer ซึ่งที่ผ่านมาเข้าถึงประชาชนกว่า 34 ล้านคน พร้อมเตรียมจัดอบรมรุ่นที่ 3 ในปี 2569 เพื่อยกระดับความรู้ด้านการประกันภัยและกฎหมายแก่ผู้สื่อสาร
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : Technology & Data-Drivenมุ่งพัฒนาระบบนิเวศข้อมูลประกันภัยผ่านการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม OIC AI Submission Acceleration Platform (OIC ASAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำส่งและวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคธุรกิจประกันภัย ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านระบบ OIC Gateway และ e-Custodianพร้อมผลักดันแนวคิด Open Insurance เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความเป็นธรรมในการพิจารณารับประกันภัยและการจ่ายสินไหม ลดการฉ้อฉล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของประชาชนได้อย่างแท้จริง

เลขาธิการ คปภ. กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการในทุกยุทธศาสตร์มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความมั่นคงทางการเงิน ความเป็นธรรม และการเข้าถึงระบบประกันภัยที่มีมาตรฐาน โดยสำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบประกันภัยไทยที่มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว
การเดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในปี 2569 สะท้อนการยกระดับบทบาทของระบบประกันภัยจากเครื่องมือบริหารความเสี่ยงรายบุคคล สู่การเป็นกลไกเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับประเทศ โดยการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีควบคู่กับการขยายการเข้าถึงของประชาชน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างกันชนทางการเงินให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว












