
“กำไร” มักถูกใช้เป็นสื่อกลางในการตัดสินความสำเร็จ แต่สำหรับ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ทำกำไรสุทธิ 3,267 ล้านบาท เติบโต 21.8% อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการอ่านเกมเท่านั้น เพราะเบื้องหลังตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้สะท้อนแค่การเติบโตทางธุรกิจแต่สะท้อน “ปรัชญาการเติบโต” ที่ยังยึดโยงอยู่กับความเข้าใจชีวิตของมนุษย์ ซึ่งปรากฏชัดในโครงสร้างกำไรที่ไม่ได้พึ่งพาปัจจัยระยะสั้น แต่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพของธุรกิจใหม่และรายได้ที่สามารถสร้างความต่อเนื่องในอนาคตได้จริง โดยสะท้อนผ่าน New Business CSM ที่อยู่ในระดับสูง และยอดคงเหลือ CSM ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “กำไรล่วงหน้า” ที่ถูกสะสมไว้อย่างมีวินัย …ขณะเดียวกัน การบริหารความเสี่ยงและพอร์ตการลงทุนที่เน้นความมั่นคง ยังช่วยลดความผันผวนและตอกย้ำเสถียรภาพของผลประกอบการในระยะยาวอีกด้วย

นอกจากนี้ ทิศทางการลงทุนด้านดิจิทัลและการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้มองการเติบโตเป็นเพียงเรื่องของยอดขาย แต่คือการขยาย “ความสัมพันธ์” กับลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการเสริมศักยภาพตัวแทนด้วย AI ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังหลอมรวมเป็นโมเดลธุรกิจที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความแข็งแกร่งดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) ที่สูงถึง 463.3% ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนเสถียรภาพทางการเงิน แต่ยังเป็น “กันชนเชิงกลยุทธ์” ที่เปิดโอกาสให้บริษัทสามารถลงทุนเพื่ออนาคตได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เกินควร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลข คือทิศทางการเปลี่ยนผ่านขององค์กร ภายใต้การนำของ ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด มหาชน) หรือ TLI ที่ไม่ได้มอง Digital Transformation เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้า การพัฒนาแอปพลิเคชันของไทยประกันชีวิตจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำธุรกรรม แต่ขยายไปสู่การดูแลชีวิตในมิติที่ลึกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง หรือระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดทั้งความยุ่งยากและการใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกัน การนำ AI เข้ามาใช้ในแอปพลิเคชัน TL SMART เพื่อฝึกทักษะตัวแทนผ่านระบบจำลองสถานการณ์ ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ต้องการยกระดับคนไม่ใช่แทนที่คน
“เราไม่ได้มองความยั่งยืนเป็นแค่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการดำเนินธุรกิจ ผ่านการดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ และสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับทุกภาคส่วน”

ด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจนี้เองที่ทำให้ไทยประกันชีวิตยังคงรักษา “DNA ความดราม่า” ไว้ได้อย่างน่าสนใจ หากในอดีตแบรนด์นี้เป็นที่จดจำจากโฆษณาที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตซาบซึ้งเข้าถึงจนผู้ชมต้องหลั่งน้ำตา วันนี้ความดราม่านั้นไม่ได้หายไป แต่ได้ถูกถ่ายทอดผ่าน “ประสบการณ์จริง” ที่ลูกค้าสัมผัสได้ในทุกขั้นทุกตอนของการบริการ

แนวคิด “Care with Heart” ไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่เป็นแกนกลางของการออกแบบทั้งผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการเล่าเรื่องที่กินใจ ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้จริงว่า “มีคนดูแลอยู่ข้างๆ”

ในขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนก็ไม่ได้ถูกวางไว้แค่เพียงภาพลักษณ์ แต่ถูกผสานเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การลดการใช้กระดาษผ่าน e-Document ไปจนถึงการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ESG สำหรับไทยประกันชีวิต ไม่ใช่แค่กระแสแต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานของการเติบโตในระยะยาว”
ความสำเร็จของไทยประกันชีวิตจึงไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกิดจากการผสานความแข็งแกร่งทางการเงิน เทคโนโลยี ความเข้าใจมนุษย์ และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ผู้เขียน: จิรารัฏฐ์ บูรพารัศมิ์ บรรณาธิการบริหาร












