● กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 6,575 ล้านบาท เติบโต 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
● กำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) อยู่ที่ 5,211 ล้านบาท
● กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาด อยู่ที่ 6,367 ล้านบาท โต 6.9%
● กำไรจากการรับประกันภัย อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการลงทุนอยู่ที่ 1,367 ล้านบาท โต 54.3%
● Embedded Value อยู่ที่ 186,393 ล้านบาท หรือ 16.3 บาทต่อหุ้น
● CAR Ratio สูงถึง 459.1% สูงกว่าเกณฑ์ คปภ. ที่ 140% สะท้อนฐานะเงินทุนแข็งแกร่ง
● บอร์ดมีมติ อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรก 0.25 บาทต่อหุ้น โดยจะจ่ายหลังได้รับอนุมัติจาก คปภ.
● เดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านนวัตกรรม LifeVerse, แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต และ AI Doctor ควบคู่การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG
ไทยประกันชีวิต เผยผลประกอบการช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการสร้างผลกำไรอย่างมีเสถียรภาพ ขณะที่กำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) อยู่ที่ 5,211 ล้านบาท ด้านมูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Embedded Value) อยู่ที่ 186,393 ล้านบาท หรือ 16.3 บาทต่อหุ้น พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรกในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น

นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 23.4% สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลกำไรได้อย่างมีเสถียรภาพ ขณะที่ กำไรจากการให้บริการตามสัญญาจากกรมธรรม์ใหม่ (New Business CSM) อยู่ที่ 5,211 ล้านบาท และยอดคงเหลือของกำไรจากการให้บริการตามสัญญา (CSM) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 92,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าว
สำหรับกำไรสุทธิที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาด อยู่ที่ 6,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรจากการรับประกันภัยเป็นปัจจัยหลักที่ 5,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการลงทุนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอยู่ที่ 1,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.3%
การเติบโตของกำไรจากการลงทุนดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนในตราสารทุนภายในประเทศ ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ บริษัทมีการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มากกว่า 80% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมดอยู่ในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง CAR สูง 459.1%
ด้านฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมี มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Embedded Value) 186,393 ล้านบาท หรือ 16.3 บาทต่อหุ้น ขณะที่ส่วนของเจ้าของพื้นฐานรวมกำไรที่รอรับรู้ (Allocated Comprehensive Equity) อยู่ที่ 191,595 ล้านบาท หรือ 16.7 บาทต่อหุ้น
ขณะที่อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio อยู่ที่ 459.1% สูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดไว้ที่ 140% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานะเงินทุน และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท
ประกาศปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 0.25 บาทต่อหุ้น
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรก ในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น จากผลการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะดำเนินการภายหลังจากได้รับอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. เรียบร้อยแล้ว
นายไชย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย โดยผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับแนวคิด “การดูแลด้วยหัวใจ” หรือ “Care with Heart” พร้อมพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกช่วงชีวิต
ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว “ไทยประกันชีวิต ไลฟ์เวิร์ส (LifeVerse)” ภายใต้แนวคิด “One Account for a Lifetime” ซึ่งเป็นประกันชีวิตที่สามารถปรับเปลี่ยนความคุ้มครอง การวางแผนทางการเงิน และสัญญาเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิตได้ภายใต้กรมธรรม์เดียว รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการวางแผนเกษียณและบริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร
นอกจากนี้ ลูกค้า LifeVerse ยังสามารถผูกบัญชีเป็น Family Account ผ่านแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต เพื่อดูแลกรมธรรม์ของสมาชิกในครอบครัวได้ในที่เดียว
ด้านการบริการ บริษัทเดินหน้าพัฒนา “แอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต” เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร โดยมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ อาทิ “ประเมินอาการป่วยเบื้องต้น (AI Doctor)” ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยโรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อช่วยให้ลูกค้าประเมินอาการเบื้องต้น เข้าใจความเสี่ยงด้านสุขภาพ รับคำแนะนำในการดูแลตนเอง และเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น
เดินหน้าธุรกิจควบคู่ ESG
นอกเหนือจากการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ ไทยประกันชีวิตยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG เพื่อสร้างการเติบโตให้กับทั้งองค์กรและสังคมอย่างยั่งยืน
บริษัทได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยสถาบันไทยพัฒน์ รวมถึงได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards 2569 สาขา Responsible Digital Practice จากการดำเนินโครงการ Core Insurance Process Transformation Leading to “Sustainable Tomorrow”
นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งเดียวที่ได้รับ ตราสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน ระดับทองคำ (GOLD Emblem of Sustainability) ซึ่งจัดโดย Enterprise Asia ประเทศสิงคโปร์ รางวัลและการได้รับการคัดเลือกดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยประกันชีวิตในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน การพัฒนานวัตกรรม และการส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมในระยะยาว













