
กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตามคาด ชี้เป็นระดับที่ผ่อนคลายและเหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเปราะบาง ด้าน SCB EIC มอง กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงปี 2570
• กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ด้วยมติเอกฉันท์ มองว่ายังเป็นระดับที่ผ่อนคลายและเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทย
• เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โตใกล้เคียงประมาณการ แต่การเติบโตยังกระจุกตัว โดยเฉพาะการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และการลงทุนด้านดิจิทัล
• เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่าคาด จากราคาพลังงานที่ลดลงและการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต่ำกว่าประเมิน
• ครัวเรือนและ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัว ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น
• กนง. เห็นว่า การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจไม่ใช่เครื่องมือที่ตรงจุด สำหรับช่วยกลุ่มเปราะบาง จึงเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด
• SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 1% ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยคาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวเพียง 2.1%

กรุงเทพฯ – คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% โดยประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันยังเป็นระดับที่ผ่อนคลายและเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทย ซึ่งแม้มีแนวโน้มขยายตัว แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่ครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังคงมีความเปราะบาง
กนง. ยังจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะต่อไป
เศรษฐกิจไทยโตใกล้เคียงคาด แต่การเติบโตยังกระจุกตัว
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการเติบโตยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง โดยแรงส่งสำคัญมาจากภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และการลงทุนด้านดิจิทัล แม้ภาคส่วนดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย แต่ผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังมีข้อจำกัด เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวมีการพึ่งพาสินค้านำเข้าสูง และอาจสร้างการจ้างงานให้กับแรงงานไทยได้ในวงจำกัด ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีบางภาคส่วนที่ขยายตัวได้ดี แต่การฟื้นตัวโดยรวมยังไม่กระจายไปยังทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน
เงินเฟ้อไตรมาส 2 ต่ำกว่าคาด จับตาแรงกดดันช่วงปลายปี
ด้านเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ในระดับต่ำกว่าที่ กนง. ประเมินไว้ โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาพลังงานที่ลดลง ประกอบกับการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาสินค้าและบริการต่ำกว่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตาม กนง. มองว่าเงินเฟ้อมีโอกาสปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ปี 2569 และไตรมาส 1 ปี 2570 ซึ่งอาจได้รับแรงกดดันจากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของปรากฏการณ์ El Niño ทำให้ในระยะข้างหน้า กนง. ยังต้องติดตามทิศทางเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในปัจจุบันจะอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากก็ตาม
SMEs และกลุ่มเปราะบางยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ กนง. ให้ความสนใจ คือ ภาวะการเงินของกลุ่ม SMEs และลูกหนี้ที่มีความเปราะบาง ซึ่งยังคงตึงตัว แตกต่างจากสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น
กนง. จึงส่งสัญญาณให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพ ผ่าน มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและภาระทางการเงินของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
ประเด็นนี้สะท้อนมุมมองของ กนง. ว่า ปัญหาของกลุ่มครัวเรือนและ SMEs ในปัจจุบันอาจไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องใช้มาตรการที่ตรงกับลักษณะของปัญหามากขึ้น
กนง. มองดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม
กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจมีต้นทุนที่ไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่จะได้รับ เนื่องจากไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดของกลุ่มที่มีความเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้ มาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงช่วยแก้ไขภาวะการเงินที่ยังตึงตัวในกลุ่มรายย่อยและ SMEs
SCB EIC คาด กนง. อาจคงดอกเบี้ยยาวถึงปี 2570
ด้าน SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และปี 2570 โดยเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของระบบการเงิน
SCB EIC มองว่า การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของครัวเรือนและ SMEs ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านเครดิตและภาวะการเงินตึงตัวได้โดยตรง ดังนั้น การใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจึงมีแนวโน้มเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลมากกว่า
ขณะเดียวกัน ความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ลดลงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อปรับลดลง แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทในบางช่วง แต่ ธปท. ยังมีความสามารถในการบริหารจัดการความผันผวนของค่าเงิน จากระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง หรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังหักเงินเฟ้อ พบว่าไทยไม่ได้มีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่ำที่สุดในภูมิภาค โดยยังอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่เผชิญอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าไทย
เศรษฐกิจปีหน้าโตต่ำ 2.1% หนุนมุมมองตรึงดอกเบี้ย
SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2570 จะยังขยายตัวในระดับต่ำเพียง 2.1% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทยอยลดลง หลังแรงกดดันด้านอุปทานเริ่มคลี่คลาย
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว SCB EIC เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับเพียงพอ ควบคู่กับมาตรการทางการเงินที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ จะมีความเหมาะสมมากกว่าการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบางในหลายภาคส่วน
การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สะท้อนว่า กนง. ยังให้น้ำหนักกับการรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจ การดูแลเงินเฟ้อ และเสถียรภาพทางการเงิน โดยในมุมมองของ SCB EIC มีโอกาสสูงที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ระดับ 1% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ขณะที่การช่วยเหลือครัวเรือนและ SMEs จะเน้นมาตรการเฉพาะจุดมากกว่าการลดดอกเบี้ยในวงกว้าง
บทวิเคราะห์: SCB EIC













