Thursday, 30 May 2024 | 6 : 58 am

4Quarter.co

Thursday, 30 May 2024 | 6 : 58 am
กรุงเทพประกันชีวิต จับมือ ธนาคารกรุงเทพ เปิดตัว Home 1st Extra ดูแล ใส่ใจ มอบความคุ้มครองทั้งชีวิตและโรคร้ายแรง   •   ออมสิน ผนึก BAM ร่วมทุน 1,000 ล้านบาท ตั้ง บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด ประเดิม รับซื้อและโอนหนี้เสียลูกหนี้ออมสิน ไตรมาส 3 ปี 2567 ลูกหนี้รายย่อย SMEs และหนี้บัตรเครดิต ได้รับความช่วยเหลือกว่า 500,000 บัญชี   •   K PLUS เพิ่มศักยภาพฟีเจอร์โอนเงินต่างประเทศ โอนได้กว่า 150 ประเทศทั่วโลก ผ่านระบบ SWIFT   •   ครั้งเเรกในไทยกับการเป็นเจ้าภาพงานประชุมระดับนานาชาติ “AIRDC 2024” ส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมประกันภัย 6 – 9 ต.ค. ’67 นี้   •   ตามรอยพระราชา 3 มหาราช แห่งสยามประเทศ เยือนสวนของพ่อ ศึกษา เรียนรู้ผลไม้เศรษฐกิจ   •   “ที ไลฟ์ ประกันชีวิต” ผสาน “ไอบีเอสซี โบรคเกอร์” รุกขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต   •   กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เฉลิมฉลองความสำเร็จ จัดงาน “Krungthai-AXA CS Appreciation Party 2024: Flashback Fiesta” สนับสนุนฝ่ายจัดจำหน่ายผ่านช่องทางคู่ค้า   •   ทิพยประกันภัย คว้ารางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ จากศูนย์คุณธรรม ขับเคลื่อนนวัตกรรมศาสตร์พระราชาสู่ความยั่งยืน   •   ออมสิน เผยตัวเลขสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ล่าสุดปล่อยกู้ด้วย ESG Score แล้วกว่า 48,000 ล้านบาท ช่วยลดดอกเบี้ยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว รวมกว่า 10,000 ล้านบาท   •   กรุงเทพประกันภัย เชิญชวนผู้ถือหุ้น ร่วมแลกหุ้น “BKI” เป็น “BKIH” ภายใน 31 พ.ค. ’67 นี้   •   CIMB Thai ก็รับบริจาคโลหิตเหมือนกันนะ ที่สำนักงานใหญ่ หลังสวน วันที่ 29-30 พ.ค. ’67 รับกระเป๋าน่ารัก Limited Edition กลับบ้าน 1 ใบ   •   OCEAN LIFE ไทยสมุทร ร่วมกับ DataRockie จัดอบรม Intro to Data Analytics & Storytelling เพิ่มทักษะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อดูแลลูกค้า   •   BJC ยอดแสดงความจำนงจองซื้อหุ้นกู้ล้นเกิน 5 เท่า ตอกย้ำผู้ลงทุนเชื่อมั่นศักยภาพ   •   สสว. ปลื้มผู้ประกอบการเข้าร่วม แคมเปญ “SUPER SMEs SELECT” กว่า 1,000 ราย เดินหน้าผลักดันสิทธิประโยชน์ ขยายช่องทางการตลาดต่อเนื่อง   •   วิริยะประกันภัย จับมือ มหาวิทยาลัยเกริก ร่วมลงนาม MOU ด้านวิชาการ ส่งเสริมหลักสูตรประกันภัยตามหลักศาสนา “วิริยะตะกาฟุล”   •   ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ Read For Life ส่งมอบความรู้สู่ชุมชน ปีที่ 3   •   สมาคมประกันชีวิตไทย เผยไตรมาสแรก ปี 67 เบี้ยรับรวม 163,959 ล้านบาท โตขึ้น 4.72%   •   KBTG Techtopia ปีสอง จัดใหญ่! ในธีม A Blast From the Future เจาะเวลาจากอนาคต พบกับ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกกับการเดินทางของมนุษย์ต่อจากนี้   •   เอไอเอ ประเทศไทย จัดงาน AIA CI Kick Off 2024 ประกาศความมุ่งมั่นในการสร้างความคุ้มครองโรคร้ายแรงให้กับคนไทย ผ่านพลังตัวแทนเอไอเอ ทั่วประเทศ   •   ทิพยประกันภัย ชวนคนไทยเรียนรู้ศาสตร์แห่ง 3 มหาราช พร้อมถอดรหัสเศรษฐกิจพอเพียง สู่วิถีแห่งความยั่งยืน   •   เคทีซี ระดมพลังผู้บริหารและพนักงานสุขภาพดี บริจาคโลหิตเข้าสภากาชาดไทยช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์   •   กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ร่วมกับ บาร์บีคิวพลาซ่า จัดแคมเปญ “BARBACON” รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 16%   •   เงินติดล้อ เปิดบ้านต้อนรับ คณะผู้บริหารและพนักงานจากเคมีแมน ในกิจกรรม TIDLOR Culture Wow   •   เคทีซี ระดมพลังผู้บริหารและพนักงานสุขภาพดี บริจาคโลหิตเข้าสภากาชาดไทยช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์   •   สกมช. ผนึก ฟอร์ติเน็ต ดันโครงการ Brighten Your Future by Cyber Skill เติมกำลังคนสายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์   •   รฟฟท. เฉลิมฉลองการให้บริการก้าวสู่ปีที่ 14 จับมือ ทิพยประกันภัย มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษให้แก่ผู้โดยสาร   •   การเคหะแห่งชาติ ประชุมชี้แจงความก้าวหน้าและเตรียมความพร้อมการเข้าอยู่อาศัยโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 รุ่น 2   •   คปภ. จัดเต็ม “วิชาการ – กิจกรรม” ต้อนรับการปฐมนิเทศผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร วปส. รุ่นที่ 12   •   กสิกรไทย จัดฟอรัมใหญ่ EARTH JUMP 2024 รวมวิทยากรระดับโลกและไทย ชี้เป็นสัญญาณดีร่วมยกระดับธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นักธุรกิจกว่า 2,000 คนร่วมงาน   •   เมืองไทยประกันชีวิต มอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ระดับสถานะ The Ultimate และ Beyond Prestige ประจำปี 2567

SCB CIO คาดเฟดปรับลดดอกเบี้ยไตรมาส 3 ปี 2567 แนะเลี่ยงลงทุนหุ้นกู้/หุ้นกลุ่มธุรกิจหนี้สูง รอจังหวะสะสมหุ้นสหรัฐ

SCB CIO มองเฟดส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง อาจปรับลดลงไตรมาส 3/2567 ส่งผลกดดันกลุ่มประเทศหรือธุรกิจที่มีหนี้สูง อาจมีปัญหาสภาพคล่องหรือถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2567 โต 1.5% ชะลอลงจากปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโต 2.1% แนะหลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นกู้หรือหุ้นกลุ่มนื้เน้นลงทุนผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ ซึ่งออกโดยสถาบันการเงินในไทย รวมถึงลงทุนหุ้นกู้ Investment grade เนื่องจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯและไทย ยังกว้าง หลีกเลี่ยงหุ้นกู้ High yield กลุ่มธุรกิจที่ก่อหนี้สูง เช่น กลุ่มอสังหาฯ จีน พร้อมปรับมุมมองหุ้นจีน A-share และ EM REITs เป็น Neutral (ถือ) และแนะรอจังหวะสะสมหุ้นสหรัฐฯ

ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ครั้งล่าสุด ได้ส่งสัญญาณการคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง และปรับลดลงช้า โดยอาจจะต้องรอจนถึงไตรมาส 3 ปี 2567 ขณะที่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2567 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว แต่น่าจะเป็นแบบจัดการได้ (Soft Landing) โดยล่าสุด Fedคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2567 จะเติบโต 1.5% ชะลอลงจากปี 2566 ที่คาดว่าจะเติบโต 2.1% ส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย รวมถึงเศรษฐกิจในอาเซียน และไทย ที่พึ่งพาอุปสงค์ต่างประเทศ ในด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว ค่อนข้างมาก ขณะที่ เศรษฐกิจยุโรปแม้มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ก็มาจากฐานต่ำ จึงทำให้เศรษฐกิจโลกในปี 2567 ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จากแนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่คงอยู่ในระดับสูงและลดลงช้า ขณะที่ดอกเบี้ยในประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) มีแนวโน้มลดลงได้เร็วมากกว่า ทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย (Rate differentials) มีแนวโน้มดำเนินต่อไป และเป็นแรงกดดันทำให้ค่าเงิน Emerging markets อาจอ่อนค่า โดยเฉพาะประเทศที่ดุลบัญชีเดินสะพัดฟื้นตัวช้า และยังมีแนวโน้มขาดดุลการคลังเพิ่มสูงขึ้น เช่น ไทย โดย SCB CIO เชื่อว่า ค่าเงินบาทจะยังมีแรงกดดันอ่อนค่าในช่วงที่ยังมีความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังในระยะข้างหน้า แต่ค่าเงินบาทน่าจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (high season) โดยเราปรับมุมมองค่าเงินบาทเป็น 34.5-35.5 บาท/ดอลลาร์ สรอ. ณ สิ้นปี 2566

ขณะที่เรายังคงแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในกลุ่มประเทศ/ธุรกิจที่มีหนี้สูง ซึ่งอาจเกิดปัญหาสภาพคล่องในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูง และเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงอาจถูกบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ลดอันดับลง (downgrade) ได้ โดยประเทศส่วนใหญ่ยังมีหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระดับสูงและลดลงช้า เป็นผลจากการออกมาตรการประคับประคองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในช่วง COVID-19 ขณะที่เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนต่อ GDP พบว่า จีน อยู่ที่ 64% และไทย 91% ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะไทย ที่มีหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน สำหรับหนี้ภาคธุรกิจต่อ GDP พบว่า จีน อยู่ที่ 132% และ เวียดนาม 128% โดยหนี้ภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นเร็วและอยู่ในระดับสูงเช่นกัน ขณะที่หนี้ภาคธุรกิจของไทย อยู่ที่ 80% เริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากที่เคยเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต COVID-19

นอกจากนี้ จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และไทย ที่ยังมีแนวโน้มสูงในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า เรายังคงแนะนำการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ หรืออัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ สรอ.- บาท ซึ่งออกโดยสถาบันการเงินในไทย เนื่องจากในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนจากการลดดอกเบี้ยช้าของ Fed เราเชื่อว่าสินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีความผันผวนสูง ในขณะที่ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และไทย ยังมีแนวโน้มอยู่ในลักษณะกว้างต่อไป
ในส่วนของการลงทุนในพันธบัตร/หุ้นกู้ เรายังคงเน้นการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพสูง (Investment grade) และเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอลงบวกกับท่าทีของ Fed ในการหยุดขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งระยะสั้นและยาว ทยอยลดลงในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยที่ค้างในระดับสูงในช่วงที่เหลือของปี มีแนวโน้มทำให้ความเสี่ยงด้านเครดิตของหุ้นกู้กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่มีความเสี่ยงสูง (High yield) ยังมีโอกาสขยับสูงขึ้นอีก จึงแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นกู้ High yield ในกลุ่มธุรกิจที่มีการก่อหนี้สูง เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในจีน

อย่างไรก็ตาม เราได้ปรับมุมมองการลงทุนบนหุ้นจีน A-share เป็น Neutral โดยเรามองว่า ถึงแม้ดัชนีหุ้น A-share จะมีมูลค่า (Valuation) ค่อนข้างถูก (forward P/E อยู่ที่ 10.9x, -1 s.d. เมื่อเทียบค่าเฉลี่ย 5 ปี) และมีแนวโน้มได้แรงหนุนจากการที่ทางการจีนมีแนวโน้มออกมาตรการฝั่งการเงิน การคลัง ภาคอสังหาฯ และค่าเงินหยวน แต่ดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวกรอบจำกัด ในระยะ 3-6 เดือนค่อนข้างจำกัด จาก sentiment ของนักลงทุนจีนที่ยังซบเซา และแรงขายสุทธิหุ้นจีนของต่างชาติ ประกอบกับความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่ ทั้งกับสหรัฐฯ และยุโรป โดยเราประเมินว่าหุ้นจีน A-share มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ฟื้นตัวได้ในกรอบจำกัด จนกว่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนี้ ยังปรับมุมมอง ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ในตลาดเกิดใหม่ หรือ EM REITs เป็น Neutral เช่นกัน โดยแนะนำให้เลือกลงทุนรายตัว (selective buy) เป็นหลัก เนื่องจากกลุ่ม REITs เอเชีย หรือ Asian REITs เผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ REITs ไทยยังเผชิญแรงขายจากกองทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Fund of property funds) อย่างไรก็ดี Valuation ยังอยู่ในระดับน่าสนใจทั้งในแง่ของ ราคาต่อมูลค่าหุ้นตามบัญชี (PBV), อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend yield) และส่วนต่างของผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล (Yield Spread) ด้าน REITs ของ สิงคโปร์ พบว่า Yield Spread อยู่ในระดับที่ไม่น่าสนใจ

SCB CIO แนะนำให้รอจังหวะสะสมหุ้นสหรัฐฯ โดย หุ้น Big-Tech ขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) มากที่สุด 7 ตัวแรกในดัชนี S&P 500 และเป็นตัวชี้นำผลตอบแทนการลงทุนในปี 2566 เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่หุ้นที่เหลือของดัชนีเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 5% เท่านั้น เราจึงมองว่า Valuation ของหุ้น Big-Tech 7 ตัว ได้สะท้อนกำไรที่ดีกว่าคาดไปพอสมควรแล้ว และมีโอกาสที่จะปรับฐานเข้าสู่ค่าเฉลี่ยของตลาด โดยล่าสุด Trailing P/E และ Forward P/E ของ Big Tech 7 ตัว อยู่ที่ 60.1x และ 36.1x ขณะที Trailing P/E และ Forward P/E ของ S&P500 อยู่ที่ 24.7x และ 19.5x ตามลำดับ โดยเราประเมินว่าแม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในระดับที่ Valuation ค่อนข้างตึงตัว จึงแนะนำให้รอ Valuation ถูกลงมากกว่านี้ค่อยเข้าทยอยสะสม