
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานสัมมนาบรรยายหัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” ในรูปแบบไฮบริด โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานเปิดงาน ณ อาคารสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้แทนสมาคมประกันชีวิตไทย ผู้แทนสมาคมประกันวินาศภัยไทย ผู้บริหารบริษัทประกันชีวิต ผู้บริหารบริษัทประกันวินาศภัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังอย่างกว้างขวาง

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน PM2.5 ได้กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤติพลังงานส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นทวีความรุนแรงและยืดเยื้อยิ่งขึ้น โดย PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังสะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบที่เชื่อมโยงทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ ที่ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญค่า PM2.5 มากกว่า 400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายสิบเท่า ถ้าเทียบเป็นค่า AQI ที่เราคุ้นเคยกันก็อาจทะลุค่า 500 ซึ่งเป็นระดับที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า “อันตรายมาก” และนักวิชาการทางสิ่งแวดล้อมถึงกับเรียกว่าเป็น “หายนะทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Disaster)” เพราะเป็นระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงต่อทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ในบริบทดังกล่าว ภาคธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้จ่ายค่าสินไหม” ไปสู่ “กลไกบริหารความเสี่ยงของสังคม” โดยอาศัยการใช้ข้อมูลเพื่อประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Prevention & Wellness) ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด ESG ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การแก้ไขปัญหา PM2.5 ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน


การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายในหัวข้อ “ผลกระทบ PM2.5 ต่อสภาวะเศรษฐกิจของไทย” โดยชี้ให้เห็นว่า PM2.5 มิใช่เพียง “ค่าฝุ่น” หากแต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และธุรกิจประกันภัยอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Bank (2020) ประเมินว่า ประเทศไทยมีต้นทุนความเสียหายด้านสุขภาพจาก PM2.5 สูงถึง 45,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 3.89 ของ GDP จัดอยู่ในอันดับที่ 20 จาก 180 ประเทศ สะท้อนภาระต้นทุนแฝงที่กดทับศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างชัดเจน โดยแหล่งกำเนิดของ PM2.5 ครอบคลุมทั้งภาคคมนาคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ไฟป่า พื้นที่เมือง และมลพิษข้ามแดน โดยต้นทุนทางสังคมมิได้จำกัดอยู่เพียงด้านสุขภาพ หากยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อครัวเรือน ภาคธุรกิจ และความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ อาทิ การลดลงของศักยภาพการท่องเที่ยว คุณภาพทุนมนุษย์ที่ถดถอย ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่อ่อนตัวลง
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประกันภัยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจาก “ผู้รับความเสี่ยง” สู่ “ผู้บริหารและลดความเสี่ยง” โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงลึกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ พร้อมระบุว่า “ฝุ่นวันนี้ อาจกลายเป็นค่าสินไหมในวันหน้า และค่าสินไหมเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของต้นทุนฝุ่น” ซึ่งสะท้อนภาระที่อาจเพิ่มขึ้นในประกันสุขภาพและประกันชีวิต ขณะที่การปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบระยะยาว
ในมิติข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้เสนอให้ภาคธุรกิจประกันภัยเร่งดำเนินการ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนการผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณา การจัดทำฐานข้อมูลค่าสินไหมที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ในลักษณะไม่ระบุตัวบุคคล การพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าสินไหม การจัดมาตรการเชิงป้องกัน อาทิ ระบบแจ้งเตือนในช่วงค่าฝุ่นสูง และ การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพเชิงรุก ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการผลักดัน พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเปิดเวทีเสวนา ภายใต้หัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM2.5” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยมีนายมนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล ผู้ประกาศข่าวและผู้ดำเนินรายการ ด้านเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ เชื่อมโยงประเด็นสำคัญได้อย่างกระชับและรอบด้าน การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยระบุว่า ปัญหา PM2.5 ได้ยกระดับเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเมือง” ที่ทวีความรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจและแนวคมนาคมหลัก ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และบั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตและศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองในภาพรวม ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” เพื่อควบคุมและจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนา “Pocket Park หรือสวน 15 นาที” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ช่วยลดความเข้มข้นของมลพิษ และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ในมิติของการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ เห็นว่า “ธุรกิจประกันภัยมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักของการบริหารความเสี่ยงของเมือง โดยสามารถนำข้อมูลประกันภัยมาวิเคราะห์เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเชิงรุก และทำให้การจัดการปัญหา PM2.5 มีความแม่นยำ ตรงจุด และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยควรเร่งยกระดับการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ฝุ่นในแต่ละวันผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ชัดเจน และทันเวลา เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวและสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
ด้าน นายอนุกูล เย็นใจ กรรมการ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ในอดีตอุตสาหกรรมประกันภัยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการชดเชยความเสียหายภายหลังเหตุการณ์เป็นหลัก สะท้อนบทบาทการบริหารความเสี่ยงในเชิง “ปลายเหตุ” ขณะที่ความเสี่ยงจาก PM2.5 กำลังทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการรองรับความเสี่ยงเฉพาะด้าน PM2.5 ทำให้เกิด “ช่องว่างความคุ้มครอง” ที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะรูปแบบที่เชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อมและข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้รับความเสี่ยง” ไปสู่ “ผู้บริหารและลดความเสี่ยง” อย่างจริงจัง
ในระยะต่อไป เห็นควรเร่งยกระดับโครงสร้างข้อมูลคุณภาพอากาศให้สามารถตรวจวัดได้แบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน และการจัดตั้งกลไกกลางเพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูล สนับสนุนการพิจารณาค่าสินไหมได้อย่างทันท่วงที พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเสริมการบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกัน ขณะเดียวกัน ภาคประกันภัยอยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยี เช่น Big Data และ AI มาประยุกต์ใช้ในการประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่อิงดัชนีคุณภาพอากาศ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดเบี้ยประกันภัยและลดความคลาดเคลื่อนของความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้กลไกประกันภัยเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจปรับตัวลดการปล่อยมลพิษ ผ่านมาตรการจูงใจ อาทิ การสนับสนุนด้านภาษี หรือการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคการผลิต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมว่า PM2.5 ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ต้อง “อยู่ร่วมอย่างเคยชิน” หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบและจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ด้าน ร.อ. นพ. วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี ประธานคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย เผยว่า การบริหาร ความเสี่ยงด้านสุขภาพในบริบท PM2.5 จำเป็นต้องเริ่มจากการมี “ข้อมูลที่มองเห็นความเสี่ยงได้ชัดเจน” โดยเฉพาะการจำแนกกลุ่มเสี่ยงและติดตามแนวโน้มโรคเรื้อรังในระยะยาว อาทิ มะเร็งปอด ซึ่งยังไม่สะท้อนในระยะสั้น หากสามารถพัฒนาฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับการวิเคราะห์ความเสี่ยง ลดความไม่แน่นอน และลดแรงกดดันต่อการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยในอนาค ทั้งนี้ PM2.5 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง ซึ่งล้วนเป็นโรคที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง โดยข้อมูลในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างช่วงค่าฝุ่นสูงกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงระบบที่ขยายตัวทั้งในมิติสุขภาพและเศรษฐกิจ ในมุมของอุตสาหกรรมประกันชีวิต จึงเริ่มนำข้อมูลสิ่งแวดล้อม เช่น ระดับ PM2.5 และประวัติการสัมผัสความเสี่ยง มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลสุขภาพรายบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการพิจารณารับประกันภัย (Underwriting) ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มปรับบทบาทสู่การเป็น “Health Partner” โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) ควบคู่ความคุ้มครอง เพื่อดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต
พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมใน 3 มิติ ได้แก่ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ สุขภาพแข็งแรงยาวนาน และการวางแผนทางการเงินด้านสุขภาพอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต













