
ไทยประกันชีวิต (TLI) ส่งสัญญาณความแข็งแกร่งของธุรกิจประกันชีวิตในครึ่งแรกปี 2569 หลังทำกำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรก 0.25 บาทต่อหุ้น ขณะที่ตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานปกติ ฐานทุน และ Embedded Value สะท้อนภาพการเติบโตที่ไม่ได้พึ่งพาปัจจัยตลาดเพียงด้านเดียว
○ ผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI มีจุดที่น่าสนใจมากกว่าการเติบโตของกำไรสุทธิ เพราะเมื่อแยกองค์ประกอบของกำไรออกมา จะเห็นว่าบริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลัก ขณะเดียวกันก็ได้รับแรงหนุนจากผลตอบแทนการลงทุนที่ดีขึ้น
° บริษัทมีกำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอยู่ที่ 6,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% ซึ่งตัวเลขหลังสะท้อนภาพการดำเนินงานพื้นฐานได้ชัดเจนกว่า
○ กำไรหลักโตเร็วกว่ากำไรสุทธิ สะท้อนคุณภาพการเติบโต
° หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือ กำไรจากการดำเนินงานปกติเติบโต 6.9% สูงกว่าการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 3.9%
° ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า หากตัดผลกระทบจากรายการพิเศษและความผันผวนของตลาดออก ธุรกิจหลักยังสามารถสร้างกำไรได้ดี โดยเฉพาะกำไรจากการรับประกันภัยที่อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท
° ขณะเดียวกัน กำไรจากการลงทุนที่ไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอยู่ที่ 1,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 54.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากเงินลงทุนในตราสารทุนภายในประเทศที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลได้สูงขึ้น
จึงกล่าวได้ว่าแรงขับเคลื่อนของกำไรในครึ่งปีแรกมาจากทั้ง ธุรกิจรับประกันภัยและการบริหารพอร์ตลงทุน ไม่ได้พึ่งพาการเปลี่ยนแปลงของตลาดเพียงอย่างเดียว
○ CSM ยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
° อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ New Business CSM อยู่ที่ 5,211 ล้านบาท ขณะที่ CSM ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 92,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากสิ้นปี 2568
° CSM เป็นตัวเลขที่สะท้อนกำไรจากธุรกิจประกันภัยที่จะทยอยรับรู้ในอนาคต ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของ CSM จากธุรกิจใหม่จึงมีความหมายในแง่ของ “กำไรที่รอรับรู้” และช่วยให้มองเห็นศักยภาพของธุรกิจในระยะต่อไปมากกว่าการดูตัวเลขกำไรสุทธิของงวดเดียว
° ประเด็นนี้สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจประกันชีวิตยุคใหม่ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงยอดขายกรมธรรม์ แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างกำไรตลอดอายุสัญญา
○ ฐานทุนยังเป็นจุดแข็งสำคัญ
° ด้านฐานะทางการเงิน ไทยประกันชีวิตมี Embedded Value ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 186,393 ล้านบาท หรือ 16.3 บาทต่อหุ้น ขณะที่ Allocated Comprehensive Equity อยู่ที่ 191,595 ล้านบาท หรือ 16.7 บาทต่อหุ้น
° ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ CAR Ratio อยู่ที่ 459.1% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ คปภ. ที่ 140% อย่างมีนัยสำคัญ
° ตัวเลขนี้สะท้อน “กันชนทางการเงิน” ที่แข็งแกร่งของบริษัท และเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการรองรับความผันผวนของธุรกิจประกันชีวิต รวมถึงการเดินหน้าลงทุนและสร้างการเติบโตในอนาคต
○ บริษัทเองยังคงรักษาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน โดยมากกว่า 80% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมดอยู่ในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุน
○ ปันผลระหว่างกาลครั้งแรก: สัญญาณจาก “การเติบโต” สู่ “การคืนคุณค่า”
○ อีกหนึ่งไฮไลต์ของงวดนี้คือ การที่คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติ จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรกในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น
° ในเชิงธุรกิจ การประกาศปันผลไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องผลตอบแทนผู้ถือหุ้น แต่ยังสะท้อนความมั่นใจของบริษัทต่อกระแสเงินสด ฐานะเงินทุน และความสามารถในการสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง
° โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับ CAR Ratio ที่อยู่ในระดับสูง และผลกำไรจากธุรกิจหลักที่ยังเติบโต จึงอาจมองได้ว่าบริษัทกำลังขยับจากการเน้นสร้างฐานการเติบโต ไปสู่การสร้างสมดุลระหว่าง การเติบโต การรักษาความแข็งแกร่งของเงินทุน และการส่งคืนคุณค่าให้ผู้ถือหุ้น
° อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลยังต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. ก่อนดำเนินการ
○ LifeVerse และดิจิทัล: เดิมพันการเติบโตในระยะต่อไป
เมื่อมองไปข้างหน้า กลยุทธ์ของไทยประกันชีวิตไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาฐานธุรกิจเดิม แต่กำลังพยายามเพิ่มความสามารถในการตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิตผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
หนึ่งในนั้นคือ “ไทยประกันชีวิต ไลฟ์เวิร์ส (LifeVerse)” ภายใต้แนวคิด “One Account for a Lifetime” ซึ่งออกแบบให้ลูกค้าสามารถปรับความคุ้มครอง การวางแผนการเงิน และสัญญาเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงชีวิตภายใต้กรมธรรม์เดียว
แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจประกันชีวิตจากการขาย “กรมธรรม์” ไปสู่การดูแล “ความต้องการทางการเงินและสุขภาพตลอดช่วงชีวิต”
° ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต และเพิ่มบริการ AI Doctor เพื่อช่วยประเมินอาการป่วยเบื้องต้น ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มความผูกพันระหว่างบริษัทกับลูกค้า
○ โจทย์ต่อไป: รักษาการเติบโตให้มีคุณภาพ
แม้ภาพครึ่งปีแรกจะออกมาแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ตลาดควรจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่ากำไรทั้งปีจะเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือ บริษัทจะสามารถรักษาคุณภาพของกำไรและการเติบโตของธุรกิจใหม่ได้ต่อเนื่องเพียงใด
โดยเฉพาะการเติบโตของ New Business CSM การรักษาความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจรับประกันภัย ผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุน รวมถึงการบริหารเงินทุนท่ามกลางความผันผวนของตลาด
○ สำหรับไทยประกันชีวิต ตัวเลขครึ่งปีแรกจึงไม่ได้สะท้อนเพียง “กำไรโต” แต่กำลังบอกถึงภาพของบริษัทที่มี ธุรกิจหลักสร้างกำไร ฐานทุนแข็งแรง มีมูลค่ากำไรในอนาคตรองรับ และเริ่มส่งผ่านผลลัพธ์กลับไปยังผู้ถือหุ้น
○ การจ่ายปันผลระหว่างกาลครั้งแรกจึงถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของ TLI และเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่า บริษัทจะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง การเติบโตอย่างยั่งยืนกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ได้มากน้อยเพียงใดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
● หากมองจากตัวเลขทั้งหมด จุดแข็งของไทยประกันชีวิตในรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่กำไรสุทธิ 6,575 ล้านบาท แค่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คุณภาพของกำไร + ฐานทุน + กำไรในอนาคตจาก CSM” ซึ่งเป็น 3 ตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว
ผู้เขียน: จิรารัฏฐ์ บูรพารัศมิ์ บรรณาธิการบริหาร













