
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นำเสนอแผนยุทธศาสตร์การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน หนุนหลังด้วยการยกระดับคณะกรรมการ กรอ. การรวมพลังของภาคเอกชน และการประสานแนวทางกับธนาคารโลก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 และการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 ระหว่างการแถลงในปาฐกถาปิดการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 พร้อมชี้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะก้าวข้ามสู่ ‘ขอบฟ้าใหม่’ (New Horizons) ทั้งในด้านการบรรลุสถานะประเทศรายได้สูง และการร่วมขับเคลื่อนอาเซียนให้มีความยืดหยุ่นและเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าวถึงทุกมิติ ทั้งทางด้าน ‘เหตุผล แนวทาง และการออกแบบ’ (why, how, and design) ของการเปลี่ยนผ่านระดับชาตินี้ และระบุว่าการสร้างเศรษฐกิจใหม่ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนระดับโลกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้อาเซียนจะอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่พร้อมคว้าโอกาสใหม่ ๆ แต่ภูมิภาคก็ต้องตั้งรับและป้องกันความเสี่ยงรุนแรงรอบด้าน ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลงมือทำเชิงรุกและเป็นเอกภาพ

“เป้าหมายต้องชัดเจน และเราต่างเห็นตรงกันอย่างสมบูรณ์ว่า ประเทศไทยต้องก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง สูตรที่ธนาคารโลกนำเสนอสอดคล้องโดยตรงกับสิ่งที่ผู้นำภาคธุรกิจของเราได้วางกรอบไว้ นโยบายการเติบโตที่นำโดยการลงทุน ความมุ่งมั่นที่มีภาคเอกชนเป็นศูนย์กลาง และการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่ภาครัฐและภาคธุรกิจกำลังร่วมกันขับเคลื่อนในขณะนี้ เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ทั้ง 7 สาขาเป็นผู้เล่นกองหน้าในสนาม รัฐบาลทำหน้าที่เป็นทั้งโค้ชและกองกลางที่คอยบัญชาการ ทั้งการกระตุ้นการลงทุน ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพ SMEs ปลดล็อกข้อติดขัดทางกฎระเบียบ และพัฒนาทุนมนุษย์ ขณะที่เสถียรภาพทางการคลังและการเงินทำหน้าที่เป็นปราการแนวรับอันแข็งแกร่ง”
ดร.เอกนิติ ยืนยันว่าคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จะไม่ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์กรที่ปรึกษาอีกต่อไป แต่จะดำเนินงานในฐานะสภาขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับบริหารที่มีอำนาจหน้าที่ในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของธนาคารโลก “เราจะไม่เป็นประเทศไทยในรูปแบบเดิม ๆ อีกต่อไป เราจะเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนวาระระดับโลก ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ เสริมสร้างพลังให้แก่ประชาชน และสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ในอีกสองปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน เราจะร่วมกำหนดวาระระยะยาวแบบต่อเนื่องหลายปีเพื่อสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น หากโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนรูปแบบใหม่นี้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง เราจะสามารถพลิกโฉมประเทศไทยได้อย่างแน่นอน”

ผู้นำคนสำคัญจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ร่วมนำเสนอทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย ย้ำว่า การพลิกโฉมเศรษฐกิจจำเป็นต้องยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ เติบโต “จาก 3 ความท้าทายหลัก ได้แก่ ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ความท้าทายเชิงความสามารถในการแข่งขัน และความท้าทายในมุมของประสิทธิภาพของภาครัฐ นำไปสู่การจัดทำสมุดปกขาว (White Paper) ที่กำหนด 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในครั้งนี้ รัฐบาลได้นำเสนอกรอบนโยบายที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีรากฐานมาจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคง’ ทั้งในด้านอาหาร พลังงาน หรือการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ เรากำลังประกาศให้โลกรับรู้ว่าเราผ่านพ้นขั้นตอนการวางแผนและเห็นพ้องร่วมกันแล้ว ตอนนี้เราพร้อมเดินหน้าสู่การปฏิบัติจริงอย่างเต็มกำลัง”
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เน้นย้ำว่า ท่ามกลางแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และความขัดแย้งระดับภูมิภาค การเติบโตของไทยต้องยึดโยงอยู่กับอาเซียน ซึ่งรวม 600 กว่าล้านคน และเป็นห่วงโซ่ทั้ง supply chain และ demand chain การปรับตัวเข้าสู่กติกาการค้าระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับเป้าหมายของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 โดยกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งเชิงโครงสร้างในการปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ ธรรมาภิบาลองค์กร ความโปร่งใส และการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลชั้นนำ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า ประเทศไทยต้องสร้างแบรนด์ของตนเอง และไม่สามารถเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) ของโลกได้อีกต่อไป พร้อมเรียกร้องให้หลุดพ้นจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงาน ไปสู่การแข่งขันด้วยผลิตภาพระดับสูง ระบบอัตโนมัติ AI และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสนับสนุนให้ขยายอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และบริการด้านสุขภาพ พร้อมทั้งผลักดันการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อต่อสินค้าและผู้ประกอบการไทยอย่างเข้มข้น

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย (Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่า สายตาทุกคู่ในแวดวงการเงินโลกจะจับจ้องมาที่กรุงเทพฯ ในเดือนหน้า ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งถือเป็นเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ไทยได้แสดงให้เห็นถึงการก้าวไปข้างหน้าอย่างหนักแน่นบนเส้นทางสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 258
“ธนาคารโลกได้นำเสนอชุดข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ไทยสามารถนำไปปรับใช้เพื่อก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่เพิ่มขึ้นและมอบผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต” นายเฟลิเป้ กล่าว “แผนงานนี้ให้ความสำคัญกับภาคเอกชนเป็นศูนย์กลางโดยเจตนา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่าภาคเอกชนคือเครื่องยนต์หลักในการสร้างงาน แผนการปฏิรูปนี้มีความหลากหลายและครอบคลุมในหลายมิติ จึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบในระดับชาติ และที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นยืนหยัดในการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง”
การประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ปิดฉากลงด้วยฉันทามติที่ชัดเจนว่า การหารือในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการขับเคลื่อนเชิงสถาบันอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันพหุภาคี เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะยืนหยัดเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่นของภูมิภาคอาเซียนต่อไป














