
การเคหะแห่งชาติขานรับนโยบายของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย” ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” มุ่งขยายโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ควบคู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเร่งฟื้นฟูเมือง ยกระดับชุมชนและพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับสังคมผู้สูงอายุทั่วประเทศ ซึ่ง รมว.พม. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานให้กับผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากนโยบายของ รมว.พม. ที่มุ่งเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการช่วยลดภาระค่าครองชีพ ดูแลผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ได้มอบหมายให้การเคหะแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่อาศัยเชิงรุก ปรับบทบาทสู่กลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร โดยมุ่งลดข้อจำกัดด้านราคา การเงิน และสินเชื่อ โดยในปี 2569 การเคหะแห่งชาติมีแผนที่จะขับเคลื่อนโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับทุกกลุ่มเป้าหมาย โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ การบริหารหน่วยส่งมอบ การบริหารอาคารเช่า การบริหารงานก่อสร้าง การจัดประโยชน์ในทรัพย์สิน โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง และยกระดับชุมชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาที่อยู่อาศัย สร้างบ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Housing for All) ตามแนวคิด UD และพัฒนาหลักเกณฑ์การออกแบบบ้านและชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Friendly) ตามเกณฑ์ Eco-Village ภายในชุมชนที่มีสิ่งแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ได้มาตรฐาน พร้อมสาธารณูปโภคและสาธารณูปการครบครัน


สำหรับการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายด้านที่อยู่อาศัยของรัฐบาล การเคหะแห่งชาติได้ดำเนิน “โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย” ภายใต้แนวคิด Sustainable Affordable Housing จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานในระดับราคาที่รับภาระได้ ซึ่งจะพัฒนาโครงการประเภทขาย เชิงสังคม เชิงพาณิชย์ และเช่าระยะยาว มีเป้าหมายพัฒนา 20,000 หน่วย


ทั้งนี้ โครงการที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในปี 2569 แบ่งเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 จำนวน 5 โครงการ 4,053 หน่วย ระยะที่ 2 จำนวน 4 โครงการ 2,073 หน่วย ระยะที่ 3 จำนวน 40 พื้นที่ 9,126 หน่วย และระยะที่ 4 อยู่ระหว่างการคัดเลือกแปลงที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาโครงการ


นอกจากนี้ การเคหะแห่งชาติยังพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรองรับประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง ทั้งในรูปแบบเช่าและซื้อ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยในรูปแบบเช่า จะได้รับส่วนลดค่าเช่า 300-500 บาทต่อหน่วยต่อเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และผู้ที่ต้องการต่อยอดสู่การมีบ้านเป็นของตนเอง
การเคหะแห่งชาติได้ออกแคมเปญ “สงกรานต์อุ่นใจ มีบ้านใหม่กับ กคช. 2026” โดยนำโครงการพร้อมอยู่กว่า 60 โครงการทั่วประเทศมาลดราคาสูงสุด 20% วางมัดจำเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดถึง 40 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายนถึง 30 มิถุนายน 2569 นี้
ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) การเคหะแห่งชาติยังเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุใน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บางละมุง จังหวัดชลบุรี จำนวน 1,696 หน่วย รองรับทั้งผู้สูงอายุทั่วไปและกลุ่มที่ต้องการการดูแลเพิ่มเติม โดยออกแบบตามหลัก Universal Design พร้อมพื้นที่สุขภาพ กิจกรรม และบริการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร และพื้นที่ร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,000 หน่วย เป็นโครงการต้นแบบในพื้นที่เมือง เน้นให้ผู้สูงอายุเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เชื่อมโยงระบบขนส่ง โรงพยาบาล และบริการสาธารณะ รองรับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยในเมืองอย่างปลอดภัยและสะดวก
ส่วนการแก้ไขปัญหาทรัพย์สินรอการพัฒนาโครงการบ้านเอื้ออาทร การเคหะแห่งชาติ ได้นำข้อมูลทรัพย์สินรอการพัฒนา รวมทั้งที่ดินเพื่อจัดทำโครงการ (Land Bank) มาจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยและการจัดประโยชน์ภายใต้แผนวิสาหกิจการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2569-2575 ดังนี้
1. การนำพื้นที่มาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย (เร่งด่วน) 4 โครงการ
2. การนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเชิงสังคม/เชิงพาณิชย์ ภายใต้แผนวิสาหกิจ กคช. พ.ศ.2570-2575 (อยู่ระหว่างปรับปรุง)
3. การขายที่ดิน
4. การเช่าจัดประโยชน์ ระยะสั้น 1-3 ปี รอการพัฒนาโครงการ/ระยะยาว 30 ปี
และ 5. การนำมาพัฒนาโครงการโดยวิธีรูปแบบอื่น ๆ เช่น ให้เอกชนเช่าเพื่อพัฒนาเป็นอาคารเช่า หรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินตามมูลค่าประเมินทรัพย์สิน

สำหรับโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินงานตามแผนแม่บทอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้อยู่อาศัยเดิม จำนวน 6,546 หน่วย โดยโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 (อาคาร G) และระยะที่ 2 (อาคาร D1) ก่อสร้างแล้วเสร็จและมีผู้อยู่อาศัยเข้าพักแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคาร A1 จำนวน 635 หน่วย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเดือนธันวาคม 2569 และ อาคาร D2 จำนวน 612 หน่วย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเดือนกันยายน 2570 พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการฯ ระยะที่ 3 และ 4 รองรับสำหรับผู้อยู่อาศัยเดิมและผู้อยู่อาศัยใหม่ รวมทั้งสิ้น 20,292 หน่วย
นอกจากนี้การเคหะแห่งชาติยังได้ขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูเมืองในพื้นที่ชุมชนห้วยขวาง รามอินทรา ทุ่งสองห้อง และบ่อนไก่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับบริบทเมืองในอนาคต ซึ่งแต่ละโครงการมีเป้าหมายสำคัญในการจัดทำแผนแม่บท ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึงสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รมว.พม. ยังได้ผลักดันนโยบายประหยัดพลังงาน โดยมอบหมายให้การเคหะแห่งชาติเร่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมของชุมชน ด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและไฟฟ้าส่องสว่างภายในโครงการเคหะชุมชนและโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 34 แห่ง และจะดำเนินการติดตั้งเพิ่มเติมอีก จำนวน 15 โครงการ นอกจากนี้การเคหะแห่งชาติเตรียมจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสำนักงานใหญ่ และ EV Charging 2 จุด เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
พร้อมกันนี้ การเคหะแห่งชาติเตรียมจัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น PM 2.5” ในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ โดยสำรวจความพร้อมของชุมชน เพื่อให้ชุมชนของการเคหะแห่งชาติสามารถรับมือกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมถึงดูแลผู้อยู่อาศัยโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในชุมชน ให้มีความปลอดภัย มีสุขภาพที่ดี ในเบื้องต้นการเคหะแห่งชาติมีพื้นที่ที่มีความพร้อมจัดทำเป็นห้องปลอดฝุ่น จำนวน 7 แห่ง
นอกเหนือจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยแล้ว การเคหะแห่งชาติยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัยรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุในชุมชน ด้วยการส่งเสริมอาชีพให้มีงานทำ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้แนวคิด “Silver & Care Economy” ผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ IT มาใช้ในการฝึกอบรมและต่อยอดทักษะอาชีพยุคใหม่ อาทิ การค้าขายออนไลน์ การสร้างอาชีพด้านบริการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพอื่น ๆ
อีกทั้งการเคหะแห่งชาติยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในองค์กร โดยเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“การขับเคลื่อนนโยบายครั้งนี้สะท้อนบทบาทของการเคหะแห่งชาติในการนำแนวคิดของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงมุ่งสร้างที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเท่าเทียม ภายใต้เป้าหมาย Housing for All เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายทวีพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย












