
เหตุเพลิงไหม้กระทบทั้งอาคาร ร้านค้า สินค้า และทรัพย์สิน ขณะที่ คปภ. เร่งประสานบริษัทประกันภัยสำรวจความเสียหาย สะท้อนโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการ “มีประกัน” อาจไม่พอ หากความคุ้มครองไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงจริง
เหตุเพลิงไหม้ “อาคารคลองถมเซ็นเตอร์” ถนนวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจ เพราะความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวอาคาร แต่ยังครอบคลุมถึงร้านค้า สินค้า อุปกรณ์ และทรัพย์สินอื่นที่อยู่ในพื้นที่
เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 20.42 น. โดยเพลิงเริ่มบริเวณชั้นล่างและลุกลามต่อเนื่องถึงชั้น 3 ส่งผลให้ตัวอาคาร ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ กล้องวงจรปิด ตลอดจนทรัพย์สินภายในพื้นที่และรถยนต์ที่อยู่บริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหาย
จากเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมตรวจสอบข้อมูลด้านการประกันภัย เพื่อประสานการช่วยเหลือและดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ได้รับผลกระทบ

มีประกันแล้ว ความเสียหายจะได้รับการชดเชยทั้งหมดหรือไม่?
ประเด็นสำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า “มีประกันหรือไม่” แต่คือ “ประกันที่มีให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง”
ข้อมูลเบื้องต้นจาก คปภ. พบว่า อาคารคลองถมเซ็นเตอร์ได้จัดทำ ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ไว้กับบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยความคุ้มครองจะเป็นไปตามขอบเขตและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
สำนักงาน คปภ. ได้ประสานบริษัทประกันภัยให้เข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย พร้อมตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ ขอบเขตความคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการด้านค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้มีสิทธิตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
กระบวนการดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญของการประกันภัยว่า การเกิดเหตุไม่ได้หมายความว่าความเสียหายทุกประเภทจะได้รับการชดเชยโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินหรือความเสียหายนั้นอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์หรือไม่ รวมถึงมีเงื่อนไขและข้อยกเว้นอย่างไร
“ทุนประกัน” ต้องเพียงพอกับความเสียหาย
สำหรับผู้ประกอบการ อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ จำนวนทุนประกันภัย
หากมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นตามการขยายกิจการ การเพิ่มสต๊อกสินค้า หรือการลงทุนในอุปกรณ์ใหม่ แต่ทุนประกันยังคงอยู่ที่ระดับเดิม ความคุ้มครองที่มีอาจไม่สอดคล้องกับมูลค่าความเสี่ยงที่แท้จริง
● ดังนั้น การทำประกันภัยจึงไม่ควรเป็นเพียงการซื้อกรมธรรม์แล้วเก็บไว้ แต่ควรมีการทบทวนเป็นระยะว่า
- มูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบันเทียบกับทุนประกันเพียงพอหรือไม่
- สินค้าและสต๊อกสินค้าได้รับความคุ้มครองหรือไม่
- อุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพย์สินภายในร้านอยู่ในกรมธรรม์หรือไม่
- ความคุ้มครองครอบคลุมภัยที่ธุรกิจมีความเสี่ยงหรือไม่
- มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้หรือไม่
โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสินค้าคงคลังจำนวนมาก การประเมินมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความเสียหายจากเหตุเดียวอาจกระทบทรัพย์สินหลายประเภทพร้อมกัน
ความเสียหายไม่ได้จบเมื่อไฟดับ
อีกมิติหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญคือ ความเสียหายจากการหยุดดำเนินธุรกิจ
เมื่อสถานประกอบการได้รับความเสียหาย ธุรกิจอาจไม่สามารถเปิดให้บริการหรือจำหน่ายสินค้าได้ตามปกติ ขณะที่รายได้หยุดลง แต่ค่าใช้จ่ายหลายรายการยังคงเกิดขึ้น
นี่คือความเสี่ยงที่แตกต่างจากความเสียหายของทรัพย์สินโดยตรง และเป็นเหตุผลที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจ ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก หรือ Business Interruption Insurance ว่าครอบคลุมความเสียหายลักษณะใด และมีเงื่อนไขอย่างไร
ทั้งนี้ ความคุ้มครองจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกรมธรรม์แต่ละฉบับ จึงไม่ควรตีความว่าการเกิดเหตุเพลิงไหม้จะทำให้ธุรกิจได้รับชดเชยรายได้ที่หายไปโดยอัตโนมัติ
ร้านค้าแต่ละราย ความเสี่ยงอาจไม่เหมือนกัน
นอกจากกรมธรรม์ของอาคารแล้ว สำนักงาน คปภ. ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลการประกันภัยของร้านค้า ทรัพย์สิน และรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้
หากพบว่ามีการจัดทำประกันภัยไว้ คปภ. จะประสานบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ พร้อมดำเนินการด้านค่าสินไหมทดแทนตามขั้นตอนและเงื่อนไขของกรมธรรม์
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการที่อยู่ในอาคารเดียวกันอาจมีความคุ้มครองแตกต่างกัน เพราะแต่ละรายอาจทำประกันภัยไว้คนละประเภท มีทุนประกันแตกต่างกัน หรือมีรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการแต่ละรายต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของอาคาร ผู้เช่าพื้นที่ หรือเจ้าของร้านค้า


คปภ. เร่งติดตามการสำรวจและจ่ายค่าสินไหม
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. จะติดตามการสำรวจและประเมินความเสียหาย รวมถึงการดำเนินการด้านค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานและบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับผลกระทบให้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย และได้รับการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ. จะติดตามข้อมูลความเสียหายและข้อมูลการประกันภัยที่อาจได้รับแจ้งเพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการประกันภัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนจากคลองถมเซ็นเตอร์: “มีประกัน” ต้องมาพร้อม “ความคุ้มครองที่ใช่”
เหตุไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่สะท้อนความเสียหายของอาคารและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการกลับมาทบทวนการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
เพราะความเสี่ยงของธุรกิจไม่ได้มีเพียง “ทรัพย์สินเสียหาย” แต่ยังรวมถึง “รายได้ที่หายไป ธุรกิจที่หยุดชะงัก และความรับผิดต่อบุคคลอื่น”
การเลือกประกันภัยจึงควรมองให้ครอบคลุมตั้งแต่ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ประกันอัคคีภัย ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ไปจนถึงประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ มูลค่าทรัพย์สิน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริง
เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “มีประกันหรือไม่” แต่คือ “เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ประกันที่มีพร้อมรับความเสี่ยงของธุรกิจแล้วหรือยัง”
ผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการประกันภัยหรือสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ สามารถติดต่อสำนักงาน คปภ. ผ่านสายด่วน 1186 หรือ LINE Official Account @OICConnect “คปภ. รอบรู้”














