
เหตุเพลิงไหม้อาจสร้างความเสียหายหลายมิติ และความเสียหายแต่ละประเภทไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการชดเชยจากประกันภัยประเภทเดียวกันทั้งหมด
เหตุเพลิงไหม้ “อาคารคลองถมเซ็นเตอร์” ถนนวรจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวอาคาร ร้านค้า สินค้า อุปกรณ์ และรถยนต์ที่อยู่ในพื้นที่ ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังนำไปสู่คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจไม่เคยตรวจสอบอย่างจริงจัง
ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นกับธุรกิจของเรา ใครเป็นคนจ่าย และประกันที่มีอยู่คุ้มครองอะไรบ้าง?”
คำตอบไม่ได้มีเพียง “บริษัทประกันภัย” เพราะต้องพิจารณาตั้งแต่ ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ผู้เอาประกันภัย ประเภทกรมธรรม์ ทุนประกัน ขอบเขตความคุ้มครอง ไปจนถึงสาเหตุและรายละเอียดของความเสียหาย
1. อาคารเสียหาย — ดูที่ประกันภัยทรัพย์สิน
ข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ระบุว่า อาคารคลองถมเซ็นเตอร์มีการจัดทำ ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ไว้กับ บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
คปภ. ได้ประสานบริษัทประกันภัยให้เข้าสำรวจและประเมินความเสียหาย พร้อมตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์และขอบเขตความคุ้มครอง เพื่อดำเนินการด้านค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้มีสิทธิตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
กรณีนี้จึงสะท้อนหลักการสำคัญว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้น ขั้นตอนแรกไม่ได้อยู่ที่การจ่ายเงินทันที แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการ สำรวจความเสียหาย ตรวจสอบกรมธรรม์ และพิจารณาว่าความเสียหายอยู่ภายใต้ความคุ้มครองหรือไม่
2. สินค้าในร้านเสียหาย — เจ้าของร้านต้องดูกรมธรรม์ของตนเอง
สำหรับร้านค้าที่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “ตัวอาคาร” กับ “ทรัพย์สินภายในร้าน” อาจเป็นคนละส่วนของความเสี่ยง
เจ้าของร้านอาจมีกรมธรรม์ของตัวเองเพื่อคุ้มครองทรัพย์สิน สินค้า เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสต๊อกสินค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทกรมธรรม์และรายละเอียดความคุ้มครองที่ทำไว้ ดังนั้น หากร้านค้ารายใดได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ ควรตรวจสอบว่าตนเองมีกรมธรรม์อะไรบ้าง และทรัพย์สินที่เสียหายถูกระบุหรืออยู่ในขอบเขตความคุ้มครองหรือไม่
คปภ. ระบุว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลการประกันภัยของร้านค้าและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย หากพบว่ามีการจัดทำประกันภัยไว้ จะประสานบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ต่อไป
3. รถยนต์เสียหาย — ต้องดูว่ามีประกันรถยนต์ประเภทใด
อีกหนึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์คือรถยนต์ที่อยู่บริเวณดังกล่าว
ในกรณีนี้ การได้รับค่าสินไหมจะต้องพิจารณาจาก กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของรถแต่ละคัน รวมถึงลักษณะของความเสียหายและเงื่อนไขของกรมธรรม์ จึงไม่ควรเหมารวมว่ารถยนต์ทุกคันที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้จะได้รับการชดเชยในลักษณะเดียวกัน
ผู้เป็นเจ้าของรถควรตรวจสอบกรมธรรม์ของตนเองและติดต่อบริษัทประกันภัยเพื่อแจ้งเหตุและสอบถามขั้นตอนการดำเนินการ
4. ร้านต้องหยุดกิจการ — ใครชดเชย “รายได้ที่หายไป”?
นี่อาจเป็นความเสียหายที่ผู้ประกอบการมองข้ามมากที่สุด เมื่อเกิดไฟไหม้ ความเสียหายไม่ได้จบอยู่ที่ทรัพย์สินที่ถูกไฟไหม้ เพราะหากสถานประกอบการไม่สามารถเปิดดำเนินงานได้ตามปกติ รายได้ของธุรกิจอาจหายไปในทันที
ในกรณีนี้ ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจ ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก หรือ Business Interruption Insurance ซึ่งเป็นความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับความสูญเสียจากการหยุดดำเนินธุรกิจตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการหยุดกิจการทุกกรณีจะได้รับการชดเชยโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบรายละเอียดของกรมธรรม์ว่าครอบคลุมความเสียหายประเภทใด ระยะเวลาการชดเชยเป็นอย่างไร และมีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นอะไรบ้าง
5. หากมีบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย — ประกันความรับผิดอาจมีบทบาท
เหตุเพลิงไหม้อาจไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะกับทรัพย์สินของผู้เอาประกัน แต่ยังอาจกระทบต่อทรัพย์สินหรือบุคคลอื่นด้วย
สำหรับธุรกิจ ความคุ้มครองประเภท ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นอีกเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ เพราะอาจเข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีที่ผู้ประกอบการมีความรับผิดต่อความเสียหายของบุคคลภายนอกตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
แต่เช่นเดียวกับความคุ้มครองประเภทอื่น การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ความรับผิด และเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละฉบับ
“ใครจ่าย?” ต้องเริ่มจาก “ใครมีสิทธิ”
จากกรณีคลองถมเซ็นเตอร์ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ภายในพื้นที่เดียวกันอาจมีผู้ได้รับผลกระทบหลายกลุ่ม ทั้งเจ้าของอาคาร เจ้าของร้าน ผู้เช่า เจ้าของสินค้า และเจ้าของรถยนต์
แต่ละคนอาจมีสถานะเป็นผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องแตกต่างกัน และอาจมีกรมธรรม์ที่แตกต่างกัน
ดังนั้น คำถามว่า “ใครจ่าย?” จึงต้องเริ่มจากการตรวจสอบว่า
ใครเป็นเจ้าของทรัพย์สิน → ใครเป็นผู้เอาประกันภัย → มีกรมธรรม์อะไร → ความเสียหายอยู่ในความคุ้มครองหรือไม่ → และมีเงื่อนไขในการจ่ายค่าสินไหมอย่างไร
นี่คือเหตุผลที่การสำรวจความเสียหายและการตรวจสอบกรมธรรม์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน
5 เช็กลิสต์ ด่วน! สำหรับผู้ประกอบการ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการกลับมาตรวจสอบกรมธรรม์ของตนเอง ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยค้นหาเอกสาร
1. ทุนประกันเพียงพอหรือไม่
มูลค่าทรัพย์สินในปัจจุบันเพิ่มขึ้นจากวันที่ทำประกันหรือไม่
2. สต๊อกสินค้าอยู่ในความคุ้มครองหรือไม่
โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสินค้าอยู่ในคลังหรือหน้าร้านจำนวนมาก
3. ธุรกิจหยุดชะงักได้รับความคุ้มครองหรือไม่
หากเกิดเหตุจนเปิดร้านไม่ได้ รายได้ที่หายไปมีความคุ้มครองหรือไม่
4. ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกมีหรือไม่
หากเหตุการณ์กระทบทรัพย์สินหรือบุคคลอื่น ธุรกิจมีความคุ้มครองรองรับหรือไม่
5. รู้ข้อยกเว้นของกรมธรรม์หรือยัง
ไม่ใช่แค่รู้ว่า “คุ้มครองไฟไหม้” แต่ต้องรู้ว่าคุ้มครองอะไร และมีเงื่อนไขใดที่ต้องปฏิบัติตาม
ประกันภัยจึงไม่ได้ตอบแค่ “จ่ายหรือไม่จ่าย”
กรณีไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ทำให้เห็นว่า ความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้มีหลายชั้น ตั้งแต่ตัวอาคาร ทรัพย์สิน สินค้า รถยนต์ ไปจนถึงรายได้จากการดำเนินธุรกิจ ขณะที่การชดเชยความเสียหายไม่ได้มีคำตอบเดียวว่าบริษัทประกันเป็นผู้จ่าย แต่ต้องพิจารณาตามสิทธิ ประเภทของกรมธรรม์ ทุนประกัน ขอบเขตความคุ้มครอง และเงื่อนไขของแต่ละสัญญาประกันภัย
สำหรับผู้ประกอบการ บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำประกันภัย แต่คือการ รู้ว่าตนเองทำประกันอะไรไว้ และเมื่อเกิดเหตุจริง ความคุ้มครองนั้นจะช่วยธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด เพราะการบริหารความเสี่ยงที่ดี ไม่ใช่การหวังว่าเหตุร้ายจะไม่เกิดขึ้น แต่คือการเตรียมพร้อมว่า “ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ธุรกิจจะเดินหน้าต่ออย่างไร”
ข้อมูลด้านประกันภัย: สำนักงาน คปภ. สายด่วน 1186 หรือ LINE Official Account @OICConnect “คปภ. รอบรู้”
ผู้เขียน: จิรารัฏฐ์ บูรพารัศมิ์ บรรณาธิการบริหาร














